สถานการณ์การก่อการร้ายในพื้นที่ภาคอีสานตอนใต้ ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ ที่บ้านแพงพวย อำเภอนางรอง โดยมีชาวญวนชื่อนายสิบ ภาวสุทธิพงษ์ ได้ทำการปลุกระดมยุยงให้ราษฎรเกิดความเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ การปลุกระดมเริ่มต้นขยายพื้นที่ราบในเมือง เข้าสู่เขตป่าอันเป็นรอยต่อ จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ ที่บ้านหินโคนดง โคกสุขสำราญ อ.ละหานทราย เข้าสู่ทางด้านหมู่บ้านกุดโบสถ์ สระตะเคียน อ.เสิงสาง การขยายตัวโดยเริ่มเป็นกองกำลังติดอาวุธกลุ่มเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายพื้นที่กว้างขวางมากขึ้นตามลำดับ
การก่อการร้ายเริ่มขยายตัวมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์เมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และหลังการปฏิรูปการปกครอง เมื่อตุลาคม ๒๕๑๙ นิสิต นักศึกษาได้หลบหนีเข้าป่า โดยเฉพาะทางอีสานตอนใต้ ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยให้การสนับสนุน ราษฎรผู้อุปถัมภ์ในหมู่บ้านเริ่มเข้าป่ามากขึ้น และโรงเรียนสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ในกัมพูชาเริ่มขยายการจัดตั้งมากขึ้นในเขตตรงข้าม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และตรงข้าม อ.บ้านกรวด อ.ละหานทราย มากที่สุด
การที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเร่งรัดขยายงานในภาคอีสานตอนใต้อย่างเร่งด่วน
เพื่อที่จะยึดภาคภาคอีสานทั้งหมดให้ได้
โดยสร้างเขตปลดปล่อยในเขตอีสานตอนใต้ จากอุบลราชธานี
ไปจดนครราชสีมา
แล้วขยายขึ้นไปบรรจบกับคอมมิวนิสต์จากเพชรบูรณ์ที่บริเวณเขาใหญ่
ตามยุทธศาสตร์รูปตัวแอล เพื่อให้ภาคอีสาน
ถูกตัดขาดโดยง่ายแล้ว
และจะได้ยึดครองประเทศไทยในที่สุด
พื้นที่อำเภอละหานทรายมีความสำคัญของพื้นที่คืออยู่ติดหัวหาด รองรับการแทรกซึมจากประเทศกัมพูชา จึงทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ส่งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ได้มากกว่าพื้นที่อื่น นับแต่ปี ๒๕๒๐ เป็นต้นมา ผู้ก่อการร้ายจึงได้แสดงอิทธิพลขัดขวางการพัฒนาทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการสร้างเส้นทางสายละหานทราย – ตาพระยา ผกค. ได้ขัดขวางการสร้างเส้นทาง โดยใช้อาวุธและกับระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่และราษฎรได้รับบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก คือ เสียชีวิตจากการสู้รบถึง ๑๔๑ คน บาดเจ็บ ๒๒๒ คน เฉพาะการสูญเสียจากการเหยียบระเบิดบนเส้นทางระหว่างบ้านโนนดินแดง ถึงช่องตะโกนั้นนับรวมขาของเจ้าหน้าที่และราษฎรต้องสูญเสียถึง ๑๐๔ ขา นอกจากนั้นราษฎรซึ่งกระจัดกระจายประกอบอาชีพทำกินในเขตหมู่บ้านห่างไกลได้ถูก ผกค. จับกุม กวาดต้อน เผาบ้านเรือน ทรัพย์สินทั้งหลายถูกทำลายหลายหมู่บ้าน ทำให้ราษฎรไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพห่างไกลหมู่บ้านได้ ราษฎรต้องอพยพหลบหนีภัย ละทิ้งท้องถิ่นที่ทำกิน มาอยู่รวมกันที่บ้านโนนดินแดง อาศัยการคุ้มครองของเจ้าหน้าที่ เป็นสาเหตุให้เกิดความแออัดอดอยากทุกข์ยากอย่างสาหัส เกิดความระส่ำระสายทั่วพื้นที่ ความทราบถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระองค์จึงทรงมีพระกระแสรับสั่ง ม.ร.ว.สุประภาดา เกษมสันต์ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้เดินทางมาเยี่ยมราษฎรเพื่อที่จะหาหนทางช่วยเหลือ จนกระทั่งวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าให้อธิบดีกรมชลประทาน (นายมนัส ปิติวงษ์) และผู้บัญชาการทหารบก (พลเอกเปรม ตินสูลานนท์) เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ที่พระตำหนักจิตรดารโหฐาน ทรงมีพระราชดำริให้เร่งรัดการสำรวจออกแบบ และทำการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองมะนาว ที่บ้านโนนดิน แดง ให้แล้วเสร็จในปี ๒๕๒๒ เพื่อให้ราษฎรได้มีน้ำกินน้ำใช้ใกล้ ฯ หมู่บ้าน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาชีวิตไปก่อน และทำการสำรวจออกแบบในปี ๒๕๒๒ ให้สร้างเขื่อนลำนางรองในปี ๒๕๒๓ แล้วเสร็จในปี ๒๕๒๕ ส่วนงานระบบส่งน้ำในลุ่มน้ำลำนางรองในชั้นต้นให้ปรับปรุงฝายและทำนบของราษฎรซึ่งสร้างไว้เดิมให้อยู่ในสภาพดีพอที่จะรับน้ำจากเขื่อนลำนางรอง ให้สามารถแพร่กระจายสู่พื้นที่เพาะปลูกของราษฎรให้ทั่วถึงไปพลางก่อน โดยให้ราษฎรขุดคูส่งน้ำเอง แล้วให้พัฒนาลุ่มน้ำลำปะเทีย ลำจังหัน และลำปลายมาศเป็นอันดับต่อไป
ภายหลังจากการพัฒนาแหล่งน้ำได้สนองแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ฯ แล้ว
พระองค์ได้ทรงมีพระกระแสรับสั่งและแนะนำแนวทางการพัฒนาแนวใหม่ในลักษณะโครงการพัฒนาแบบผสมผสานสมบูรณ์แบบ
แม่ทัพภาคที่ ๒
ในฐานะประธานกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงระดับพื้นที่เขตกองทัพภาคที่ ๒
ได้แต่งตั้งให้ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีเป็นหัวหน้าคณะทำงานโครงการพัฒนาพื้นที่ด้านภาคอีสานตอนใต้
และจัดตั้งกองอำนวยการโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงระดับพื้นที่ อ.ละหานทราย
เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๒
กำหนดหน้าที่ให้กองอำนวยการทำการประสานแผนพัฒนากับแผนความมั่นคงให้สอดคล้องกัน
โดยมีเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจจากส่วนราชการต่าง ๆ รวมทั้งกรมชลประทาน
เข้ามาร่วมปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เป้าหมายภายใต้แผนงานเดียวกัน
เป็นการพัฒนาแบบผสมผสานมุ่งแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ยากจนที่ได้รับผลกระทบกระเทือนจากการกระทำของ
ผกค. เป็นการพัฒนาส่งเสริมอาชีพให้ราษฎรทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเพาะปลูก
การเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ
เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีและก่อให้เกิดความมั่นคงระดับพื้นที่ในเขต อ.
ละหานทราย ได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “ศูนย์การพัฒนาโนนดินแดง”
ซึ่งศูนย์การพัฒนาโนนดินแดง เป็นศูนย์การพัฒนาของชาวบ้าน
กล่าวคือราษฎรมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ ราษฎรเป็นผู้ดำเนินการ
และราษฎรเป็นผู้รับประโยชน์
ซึ่งแตกต่างจากศูนย์การพัฒนาตามโครงการพระราชดำริที่มีอยู่ทั่วประเทศ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
